คำแนะนำติดต่อราชการ

เมนูหลัก
หน้าหลัก
บริการค้นหา
ประวัติความเป็นมา
ภายในสถานีตำรวจ
บุคคลากร
สถิติคดีอาญา
ข่าวเกี่ยวกับตำรวจ
ข้อมูลท้องถิ่น
รวมลิงค์
ร้องเรียน แจ้งเบาะแส
ภูมิทัศน์ของสถานีตำรวจ

logo  dare 2013.gif

ราคาน้ำมันวันนี้
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551
อ่าน พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551

Image

 

สู่ความเข้าใจในพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑

-ก่อนมาสู่พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีกฎหมายใดเกี่ยวข้อง 

          ก่อนที่พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์   พ.ศ. ๒๕๕๑   จะมีการประกาศใช้และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๑ ที่ผ่านมานั้น       ที่ผ่านๆมาประเทศไทยเรามีการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์อยู่  ๓ พ.ร.บ. และ ๑ ประกาศ   คือ

๑ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พุทธศักราช ๒๔๗๓ 

๒.พ.ร.บ.ภาพยนตร์  (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๗๙ 

๓.พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ และ

๔.ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๐๕ พ.ศ. ๒๕๑๕ 

สำหรับพ.ร.บ.ภาพยนตร์ พุทธศักราช ๒๔๗๓  พ.ร.บ.ภาพยนตร์  (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๗๙  จะเป็นเรื่องการเซ็นเซอร์หนังฟิล์มที่ฉายในโรง  และตรวจโรงหนังว่าฉายหนังที่ผ่านเซ็นเซอร์แล้วหรือไม่     เพราะเห็นว่าหนังอาจจะมีการชักชวนหรือส่งเสริมให้มีการละเมิดศีลธรรมหรือจูงใจให้กระทำผิดอาญา  ซึ่งทั้งสองฉบับนี้ รมต.กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการ ซึ่งต่อมาเมื่อมีประกาศคณะปฏิบัติฉบับข้างต้น ก็ได้มอบให้อธิบดีกรมตำรวจหรือผบ.ตร.มีอำนาจในการแต่งตั้งนายตรวจ  เจ้าพนักงานผู้ตรวจ และสภาพิจารณาภาพยนตร์ ซึ่งก็คือมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการเซ็นเซอร์นั่นเอง ผลจากพ.ร.บ.นี้ก็คือ ทำให้หนังและโฆษณาทุกเรื่องที่ฉายในโรง ต้องมาผ่านการเซ็นเซอร์เพื่อขออนุญาตให้ฉายมาจนทุกวันนี้

ส่วนพ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า นอกจากฟิล์มที่ฉายในโรงแล้ว  เทคโนโลยี่ใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างวีดิโอเทปที่เป็นตลับ ซึ่งสามารถบรรจุหนังแล้วให้เช่าหรือซื้อไปดูที่บ้านได้ก็คล้ายๆกับหนังที่ฉายในโรง   จึงเห็นควรมีกฎหมายอีกฉบับมาควบคุมเพิ่มขึ้น เพราะสาระหรือคำจำกัดความเดิมของพ.ร.บ.ภาพยนตร์ตามกฎหมายเดิมจะไม่ครอบคลุมถึงพวกวีดิโอเทปหรือพวกเทคโนโลยี่ที่มีอยู่  (พ.ร.บ.ภาพยนตร์เดิม มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๗)

สำหรับ  พ.ร.บ.เทปฯปี ๓๐ นี้จะควบคุมอยู่ ๒ เรื่อง คือ

๑.ควบคุมผู้ประกอบการ ๒ ประเภท ที่ต้องมาขอใบอนุญาตก่อนจึงจะประกอบกิจการได้ คือ

๑.๑ ผู้ที่ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายซึ่งเทป วัสดุโทรทัศน์  หมายถึง พวกให้เช่าหรือขายดีวีดี   วีซีดีต่างๆ เช่น  ร้านแมงป่อง  ซึทาญา  หรือพวกขายวีซีดีตามบูทหรือแผงลอยทั้งหลาย (ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดว่า กลุ่มนี้ให้นายทะเบียนเป็นผู้เซ็นใบอนุญาต  โดยใบอนุญาตมีอายุ ๒ปี/๑,๐๐๐บาท) แต่ถ้าขายเป็นซีดีเพลง มีแต่เสียงไม่มีรูปประกอบก็ไม่อยู่ในกฎหมายนี้

๑.๒ ผู้ประกอบกิจการฉายและให้บริการเทป วัสดุโทรทัศน์  คือ พวกนำวีซีดี ดีวีดีไปฉายตามสถานที่ต่างๆ  เช่น  ในโรงแรม  ร้านค้า  รวมไปถึงร้านเกมร้านคาราโอเกะ และร้านที่มีตู้เกมด้วย (ซึ่งกม.กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้เซ็นใบอนุญาต   คือกลุ่มที่มาขอใบอนุญาต ทุก ๖ เดือน/๒๕๐ บาท)

ที่กลุ่มฉายต้องมาขอใบอนุญาต เพราะในกฎหมายกำหนดไว้ว่า สถานที่ใดที่ฉายเทปและวัสดุโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นในอาคารหรือในยานพาหนะ ก็ต้องมาขอใบอนุญาต ทำให้พวกที่ฉายหนังแผ่นเพื่อให้ลูกค้าในโรงแรม หรือฉายหนังตัวอย่างในร้านค้าให้ลูกค้าดูต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้   ยกเว้นพวกร้านที่เปิดบริการเป็นร้านอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว  ไม่มีบริการให้เล่นเกม  ก็ไม่ต้องมาขอใบอนุญาต

๒.ควบคุมวัสดุที่นำไปฉายหรือขาย  ซึ่งในกฎหมายเรียกว่า “เทปหรือวัสดุโทรทัศน์” โดยกำหนดว่าเทปและวัสดุโทรทัศน์ที่จะมีให้เช่าหรือขาย รวมทั้งการฉายหรือให้บริการในสถานที่ต่างๆจะต้องเป็นเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาของเจ้าหน้าที่แล้ว คือ ผ่านการเซ็นเซอร์แล้วนั่นเอง 

เทปและวัสดุโทรทัศน์ตามพ.ร.บ.ควบคุมเทปฯ จะมี ๖ แบบคือ

๑.วีดีโอเกม (Video Games)   ๒.เลเซอร์ดิส (Laser Dise)    ๓.ดิจิตอลวีดีโอดิส (DVD)

๔.วีดีโอซีดี (VCD)               ๕.ซีดีรอม (CD ROM)          และ

๖.ฮาร์ดดิส์ (Hard Disk) ที่บันทึกหรือถ่ายทอดเกมการเล่นทุกชนิด

สรุปตามพ.ร.บ.เทปฯเดิมคือ ใครก็ตามที่ให้เช่าหรือขาย หรือฉายเทปและวัสดุโทรทัศน์ตาม ๖ แบบข้างต้นไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นหนัง ละคร สารคดี ฯลฯ ต้องมาขอใบอนุญาตก่อนจึงจะประกอบกิจการได้  และสิ่งที่บรรจุอยู่ในวัสดุตาม ๖ แบบข้างต้น  ที่จะออกไปขายและฉายก็ต้องผ่านการเซ็นเซอร์ด้วย   ซึ่งผลจากการต้องออกใบอนุญาตประกอบกิจการและการตรวจเซ็นเซอร์นี้เอง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องมีการออกตรวจสถานประกอบการว่า  ผู้ประกอบการทั้งสองประเภทมีใบอนุญาต และขายหรือฉายสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่  อย่างที่เราออกตรวจในปัจจุบัน

-เหตุที่ต้องมีพ.ร.บ.ฉบับใหม่ 

หลังจากใช้กฎหมายข้างต้นมานาน   ผู้ประกอบการโดยเฉพาะพวกผลิตหรือสร้างหนังก็เห็นว่าพ.ร.บภาพยนตร์ที่มีอยู่เป็นกฎหมายที่ล้าสมัย  และควบคุมจนเกินไป  จนวงการภาพยนตร์ในบ้านเราไม่พัฒนา  จึงมีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็มีการดำเนินการมาหลายสิบปี  จนในที่สุดก็ได้ยุบ ๓ พ.ร.บ.เดิมและ ๑ ประกาศที่กล่าวข้างต้น   คลอดออกมาเป็นพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์  พ.ศ. ๒๕๕๑ ในปัจจุบัน (ที่ต้องรวมเอาพ.ร.บ.เทปฯปี ๓๐ เข้ามาด้วย เพราะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหนังที่ทำออกมาเป็นแผ่น) โดยกฎหมายใหม่นี้จะมีทั้งหมด  ๙๑ มาตรา  แบ่งเป็น ๗ หมวดใหญ่ ดังนี้

              หมวดที่ ๑ จะเป็นเรื่องของ คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ  หรือคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกรรมการและเลขานุการว่าจะต้องประกอบด้วยใคร  มีอำนาจหน้าที่อย่างไร  จะประชุมกันอย่างไร   คณะนี้มีสำนักปลัดฯเป็นฝ่ายเลขานุการ  (เริ่มตั้งแต่ม.๗-๑๕ )

หมวดที่ ๒ จะเป็นเรื่องคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์  (ตามมาตรา ๑๖ ที่มี ๗คน) และมีสวช.เป็นสำนักเลขานุการฯ เป็นการบอกว่าคณะกรรมการจะมีใคร  มีหน้าที่อะไรบ้าง (ตั้งแต่ม.๑๖-๑๙)

หมวดที่ ๓ จะเป็นเรื่องการประกอบกิจการภาพยนตร์    ว่าหากใครต้องการสร้างหนังในบ้านเราหรือจะส่งหนังออกจะต้องปฏิบัติอย่างไร   และหนังแบ่งออกเป็นกี่เรต    (ตั้งแต่ม.๒๐-๔๖)

หมวดที่ ๔ จะเป็นเรื่องการประกอบกิจการวีดิทัศน์  ว่าใครก็ตามที่จะประกอบกิจการด้านนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง  (ตั้งแต่ม.๔๗-๖๐)

หมวดที่ ๕ เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ว่ามีอะไรบ้าง  (ตามกฎหมายเดิม นั้น จะมีเจ้าหน้าที่ถึง ๓ ประเภท คือ นายทะเบียน  พนักงานเจ้าหน้าที่  และเจ้าพนักงานผู้ตรวจ(ซึ่งหมายถึงกลุ่มเซ็นเซอร์)  แต่ฉบับนี้จะมี ๒ ประเภทข้างต้นเท่านั้น  (ตั้งแต่ม.๖๑-๖๕)

หมวดที่ ๖ เป็นเรื่องการอุทธรณ์ กรณีที่ผู้ประกอบการไม่เห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ว่าจะอุทธรณ์ได้อย่างไร  เรื่องไหน  และที่ไหน (ตั้งแต่ม.๖๖-๖๗)

หมวดที่๗ เป็นเรื่องบทลงโทษที่จะมีทั้งโทษทางปกครอง และโทษอาญา (ตั้งแต่ม.๖๘-๘๕)

สุดท้ายเป็น บทเฉพาะกาล  เริ่มตั้งแต่มาตรา ๘๖-๙๑ เพื่อแนะวิธีปฏิบัติเบื้องต้นเมื่อพ.ร.บมีผลบังคับใช้  ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง

-สาระสำคัญในพ.ร.บ.ใหม่ที่แตกต่างจากพ.ร.บ.เดิม

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและต่างกันในพ.ร.บ.ใหม่และเก่า ได้แก่

๑.คำจำกัดความ  เดิม หนังในโรงและหนังแผ่น  จะถูกเรียกต่างกัน  กล่าวคือ ถ้าหนังที่ฉายในโรงซึ่งมีวัสดุเป็นฟิล์ม จะเรียกว่า“ภาพยนตร์” และอยู่ในความควบคุมของพ.ร.บ.ภาพยนตร์  ส่วนหนัง/เกม/สารคดี หรือเรื่องอะไรก็ตามที่บรรจุอยู่ในแผ่นที่เป็นวีซีดี ดีวีดี (ซึ่งถ้าอยู่ในวัสดุ ๖ แบบที่ว่าข้างต้น) จะถูกเรียกว่า“เทปและวัสดุโทรทัศน์”  และจะอยู่ในความควบคุมของพ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ปี ๓๐

แต่ตามพ.ร.บ.ใหม่  จะกำหนดตามเนื้อหาแทนวัสดุที่บรรจุ  กล่าวคือ  วัสดุใดที่บันทึกภาพหรือเสียงแล้วนำออกมาฉายเป็นภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เมื่อใด  วัสดุนั้นไม่ว่าจะเป็นฟิล์ม  ดีวีดี  วีซีดี  ซีดีรอม ตลับเทป ฯลฯ จะถูกเรียกว่า “ภาพยนตร์”  แต่ถ้าเป็น “วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียง ซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น คาราโอเกะที่มีภาพประกอบ หรือลักษณะอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง”  วัสดุนั้นๆจะถูกเรียกว่า “วีดิทัศน์”ทันที

พูดง่ายๆว่า   ถ้าฟิล์มหรือแผ่นนั้น     มีเนื้อหาเป็นหนัง ละคร สารคดี ฯลฯ     จะเรียกว่า “ภาพยนตร์”  แต่ถ้าฟิล์มหรือแผ่นนั้นๆ มีเนื้อหาเป็นเกมหรือคาราโอเกะ  ก็จะถูกเรียกเป็น “วีดิทัศน์”

๒.ผู้เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.ฉบับใหม่  ประกอบด้วย

  ๒.๑ เจ้าหน้าที่รัฐ  มีนายทะเบียน และพนักงานเจ้าหน้าที่ (ตามที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง) ยกเว้นนายทะเบียนกลางที่กฎหมายกำหนดให้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

๒.๒ ผู้ประกอบการ  ซึ่งต้องมาขอใบอนุญาตประกอบกิจการตามพ.ร.บ.ฉบับนี้มี ๔ประเภท คือ

ก.ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์(ตามมาตรา ๓๗)

ข.ผู้ประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายภาพยนตร์ (ตามมาตรา ๓๘)

ค.ผู้ประกอบกิจการเช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายวีดิทัศน์(ขายแผ่นเกม/แผ่นคาราโอเกะ)

ตามมาตรา ๕๔

ง.ผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์  (ตามมาตรา ๕๓) หมายถึงพวกร้านเกมหรือร้านคาราโอเกะ ซึ่งตามพ.ร.บ.เทปฯเดิมจะเรียกกลุ่มนี้ว่า ประเภทฉายและให้บริการซึ่งเทปและวัสดุโทรทัศน์

         ๒.๓ ผู้ประกอบการที่ต้องนำ ภาพยนตร์(ทั้งหนังโรงและหนังแผ่น)มาผ่านการตรวจพิจารณา (ตามมาตรา ๒๕) โดยเป็นการขอเรตติ้งจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ตามมาตรา๑๖ (ที่มี ๗ คน)

และผู้ประกอบการที่ต้องนำวิดีทัศน์ (แผ่นเกม/แผ่นคาราโอกะ)มาผ่านการพิจารณา(ตามมาตรา ๔๗) เพื่อผ่านการเซ็นเซอร์โดยคณะกรรมการฯตามมาตรา ๑๖ เช่นเดียวกัน

          ในกฎหมายใหม่  เฉพาะภาพยนตร์เท่านั้น ที่จะเปลี่ยนเป็นระบบเรตติ้ง   ส่วนวีดิทัศน์ (เกม/คาราโอเกะ) ยังต้องใช้ระบบเซ็นเซอร์อยู่  (การที่จัดให้เกมและคาราโอเกะ เป็นวีดิทัศน์เหมือนกัน เพราะเหตุผลว่าทั้งสองอย่างนี้  ผู้เล่นต่างต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องด้วย คือ เกมก็ต้องเล่น  คาราโอเกะก็ต้องร้องตาม  ไม่เหมือนภาพยนตร์ที่ผู้ดูชมอย่างเดียว)

          ๓.อำนาจหน้าที่ในการออกใบอนุญาตและอายุใบอนุญาต  เดิม นายทะเบียนจะลงนามในใบเช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายเทปและวัสดุโทรทัศน์(ที่มีอายุ ๒ ปี) และพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องลงในใบอนุญาตฉายและให้บริการ  (พวกร้านเกม คาราโอเกะ  ร้านที่ฉายหนังตัวอย่าง  หรือโรงแรมที่ฉายหนังเรื่อง  ซึ่งใบอนุญาตนี้จะมีอายุ ๖ เดือน) 

          แต่ในพ.ร.บ.ใหม่นี้ ใบอนุญาตทุกชนิดจะมีอายุ ๕ ปี ค่าธรรมเนียมก็จะต่างกัน (รอกฎกระทรวงอยู่)  และนายทะเบียนจะเป็นผู้ลงนามในใบอนุญาตทุกชนิด (กทม.เป็นท่านเลขาฯ  ส่วนต่างจว.เป็นผู้ว่าฯหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย)

          ๔.อำนาจในตรวจพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์  เดิม การตรวจหนังโรง  ตำรวจจะตั้งเป็นคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากที่ต่างๆเซ็นผ่านว่าตรวจแล้ว  แต่ผู้เซ็นในใบแจ้งว่าอนุญาตให้ฉายได้  คือ นายตำรวจผู้ดูแล 

ส่วนหนังแผ่น จะใช้เป็นคณะทำงาน คณะละ ๓ คนเซ็นว่าหนังแผ่นนั้นผ่านการตรวจแล้ว และใบแจ้งว่าหนังผ่านแล้วให้   ผู้รับผิดชอบเซ็น ปัจจุบันคือ ผอ.สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์

           สำหรับพ.ร.บใหม่ การตรวจพิจารณาภาพยนตร์ (ไม่ว่าจะในโรงหรือหนังแผ่น) ว่าผ่านการเรตติ้ง หรือวีดิทัศน์นั้นๆผ่านการเซ็นเซอร์ แล้ว จะเป็นอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์   (ซึ่งตั้งได้หลายชุด)  และให้สวช.ออกเป็นหนังสือแจ้งว่าหนังโรง /หนังแผ่น /วีดิทัศน์นั้นได้ผ่านการตรวจและได้รับอนุญาตให้ฉายได้  ปัจจุบันระหว่างรอประกาศฉบับใหม่ ได้ใช้แบบอนุญาตของตำรวจไปก่อน -ต่อไปอาจทำเป็นรูปแบบอื่นได้)

          ๕.สิ่งที่หายไปในพ.ร.บ.ฉบับใหม่  เดิมตามพ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.๒๕๓๐ ได้กำหนดว่าสถานที่ใดๆก็ตาม ถ้ามีการฉายเทปและวัสดุโทรทัศน์ต้องมาขอใบอนุญาต ซึ่งทำให้พวกที่นำเทปและวัสดุโทรทัศน์ (ดีวีดี วีซีดีหนังต่างๆ)ไปฉายตามโรงแรม  ร้านค้า หน้าโรงหนังฯลฯ ต้องมาขอใบอนุญาต  เช่น  โรงแรมม่านรูดที่มีฉายหนัง ก็ต้องมาทำใบอนุญาตฉายและให้บริการฯ  ส่วนร้านแมงป่อง ที่มีทั้งการขายหนังแผ่น และการฉายตัวอย่างหนังในร้าน  ก็ต้องมาขอใบอนุญาตทั้ง ๒ ประเภทคือ ประเภทเช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่าย และประเภทฉายและให้บริการซึ่งเทปและวัสดุโทรทัศน์ เพราะตามกฎหมายเดิมถือว่าประกอบกิจการสองอย่าง   

          แต่กฎหมายใหม่  มิได้กำหนดว่า  หากใครนำภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ไปฉายอย่างเดียวจะต้องมาขอใบอนุญาต  ดังนั้น ต่อไป  ถ้าโรงแรม ร้านค้าที่นำหนังไปฉายอย่างเดียว  แล้วไม่มีการขายหรือให้เช่า ก็ไม่ต้องมาขอใบอนุญาต   ยกเว้นว่าจะมีการเช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ตามนิยามของกฎหมายใหม่  จึงต้องมาขอใบอนุญาต  แต่จะได้อานิสงส์ว่า ถ้าขออนุญาตขายแล้ว  จะได้รับการอนุญาตให้ฉายได้ไปในตัว  ไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็น ๒ ใบอีกต่อไป

สู่ความเข้าใจพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑

          ตามพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ฉบับนี้  จะมีรายละเอียดในบางมาตราว่า สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายมีส่วนใดบ้างที่ต้องออกเป็นกฎกระทรวง ประกาศและคำสั่งต่างๆ ดังนี้

    ก.ออกเป็นกฎกระทรวง   มี ๑๒ มาตรา  ได้แก่ 

            ๑.มาตรา ๔ เรื่องนิยามของคำว่า “วิดิทัศน์”  ในลักษณะอื่นที่นอกเหนือจากที่เขียนไว้แล้ว

ซึ่งขณะนี้ (๒๓ มิ.ย. ๕๑) ในคณะอนุกรรมการพิจารณายกร่างอนุบัญญัติฯหรือกฎหมายลูกยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้   หมายความนอกจาก “วีดิทัศน์” ที่หมายถึงเกม/คาราโอเกะแล้ว  ยังมีเกมหรือคาราโอเกะในรูปแบบอื่นๆอีกหรือไม่ที่เข้าข่ายกฎหมายนี้   (เช่น อาจจะหมายถึง เกมที่เล่นในมือถือ  เป็นต้น

          ๒.มาตรา ๔ นิยามคำว่า “โรงภาพยนตร์” ตาม (๓)  เพราะในมาตรา ๔ จะมี ๒ ความหมายที่ตีความแล้วหมายถึง โรงหนังอย่างที่เรารู้จักทั่วไป  และหนังกลางแปลง  ส่วน วงเล็บ๓  เขาเปิดให้กำหนดเพิ่มเติมเอง  เผื่อว่าในอนาคตอาจจะมีโรงภาพยนตร์ที่นอกเหนือไปจากประเภท (๑) และ (๒) เช่น อาจจะหมายถึงสถานที่ที่ต้องขับรถเข้าไปชมอย่างเมืองนอก  หรืออาจจะหมายถึง สถานที่ฉายภาพยนตร์ (หนังแผ่น)ตามโรงแรม หรือตามสถานีขนส่ง สถานีรถไฟฟ้า ฯลฯ  ซึ่งประเภทหลังนี้ในพ.ร.บ.เทปและวัสดุโทรทัศน์เดิม จะเรียกว่าประเภทฉายและให้บริการ แต่ในพ.ร.บ.จะไม่อยู่ในความควบคุมของกฎหมายใด

          ๓.มาตรา ๖  จะให้อำนาจรัฐมนตรีที่รักษาการ สามารถออกกฎกระทรวงและประกาศใดๆเพิ่มเติมก็ได้นอกเหนือจากที่มีอยู่แล้ว

          ๔.มาตรา ๒๖ วรรคสามเป็นการกำหนดรายละเอียดเรตติ้งภาพยนตร์ที่มีอยู่ ๗ เรตให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า แต่ละเรตกินความหมายและมีกรอบมากน้อยแค่ไหน เช่น หนังประเภท๗ ที่ว่าห้ามเผยแพร่นั้น จะต้องมีลักษณะใด ตัวอย่างเช่น อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันหลัก  หรือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง เป็นต้น

          ๕.มาตรา ๒๗ (๖) เป็นการกำหนดรายละเอียดเพิ่มขึ้นว่า ภาพยนตร์แบบไหนนอกเหนือไปจาก (๑)-(๕) ในมาตรานี้แล้ว  จะไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตให้ฉายได้ เช่น อาจจะกำหนดว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำเพื่อการศึกษา หรือการกุศล เป็นต้น

          ๖.มาตรา๓๗ วรรคสาม   เป็นการบอกหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการว่าหากใครจะทำธุรกิจโรงภาพยนตร์จะต้องนำหลักฐานหรือต้องมาขออนุญาตอย่างใด

          ๗.มาตรา ๓๘ วรรคสาม เป็นการบอกหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการว่า หากใครจะประกอบกิจการเช่า  แลกเปลี่ยนและจำหน่ายภาพยนตร์ (พูดง่ายๆคือพวกขายวีซีดี  ดีวีดี ตามกฎหมายเดิม) จะต้องทำอย่างไร หรือขออย่างไรตามกฎหมายใหม่ (แบบคำร้อง  หลักฐานการยื่นว่ามีอะไร ฯลฯ)

          ๘.มาตรา ๔๐ วรรคสาม  เป็นการบอกหลักเกณฑ์  วิธีการและเงื่อนไขในการต่ออายุใบอนุญาตโรงหนังและใบอนุญาตเช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายภาพยนตร์

          ๙. มาตรา ๔๘ (๓) เป็นการกำหนดว่า วีดิทัศน์ (เกม/คาราโอเกะ) แบบไหนบ้าง ที่นอกเหนือจาก (๑) และ (๒) ของมาตรานี้แล้ว  ไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณา  เช่น อาจกำหนดว่าวีดิทัศน์ที่ทำเพื่อการศึกษาหรือแผ่นเกมคุณธรรมที่ทำแจกไม่ต้องผ่านเซ็นเซอร์ เป็นต้น

          ๑๐.มาตรา ๕๓ วรรคสาม เป็นการบอกหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขว่า  ผู้ที่ต้องการประกอบกิจการวีดิทัศน์ (คือเปิดร้านเกม/ร้านคาราโอเกะ) จะต้องทำอย่างไรบ้าง มายื่นคำร้องและหลักฐานอะไรบ้าง

          ๑๑.มาตรา ๕๔ วรรคสาม เป็นการบอกหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขว่า ผู้ที่ต้องการเช่า แลกเปลี่ยนและจำหน่ายวีดิทัศน์ (ขออนุญาตขายแผ่นเกม/แผ่นคาราโอเกะ) ต้องทำอะไรบ้าง

          ๑๒.มาตรา ๕๙ เป็นการบอกรายละเอียดว่าผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ (ร้านเกม/ร้านคาราโอเกะ) จะเปิด-ปิดได้เวลาไหน และต้องมีเงื่อนไขอย่างไร ( ก็คล้ายกับประกาศกระทรวงมหาดไทยเดิมที่มีกำหนดว่าร้านเกมต้องมีลักษณะอย่างไร ฯลฯ ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับนี้จะกำหนดเป็นกฎกระทรวงเลย เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติตามกฎหมาย แทนที่จะเป็นประกาศแบบเดิม)และกฎกระทรวงที่ว่านี้  สามารถกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีได้ด้วย

           อนึ่ง  สำหรับกฎกระทรวงตาม มาตรา ๒๒ (๔) จะเป็นเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวที่จะกำหนดเกี่ยวกับภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำหรือสร้างในไทย ไม่เกี่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรม

          ข.การออกประกาศ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สามารถออกประกาศต่างๆได้  โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๖ เมื่อประกาศแล้วให้ลงในราชกิจจานุเบกษาก็ถือว่ามีผลบังคับใช้ได้แล้ว  เช่น การประกาศแต่งตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ และการออกแบบบัตรประจำตัวนายทะเบียน/พนักงานเจ้าหน้าที่  ซึ่งท่านรัฐมนตรีฯได้ลงนามแล้ว  รอให้ประกาศในราชกิจจาฯก็มีผลบังคับใช้ทันที  

         ค.การออกประกาศโดยคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ   นอกจากรัฐมนตรีฯแล้ว คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ที่ตั้งโดยมาตรา ๗ ซึ่งมี ๒๗ คนและมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ก็สามารถออกประกาศได้   ซึ่งจะได้แก่ประกาศตามมาตราต่างๆ ดังนี้

          ๑.มาตรา ๙ (๕)  เรื่องกำหนดสัดส่วนระหว่างหนังไทยและหนังต่างประเทศที่ฉายในโรงหนังว่าจะต้องเป็นอัตราเท่าไร   เช่น อาจกำหนดว่าโรงหนังต้องฉายหนังไทยอย่างน้อย ๑๐ รอบต่อหนังเทศ ๕ รอบ   หรือต้องฉายหนังไทย ๑๖ เรื่องต่อหนังเทศ ๔ เรื่อง  เป็นต้น  ที่กำหนดแบบนี้เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมผู้สร้าง/ผลิตหนังไทย

          ๒.มาตรา  ๒๓ วรรคสาม  เป็นระเบียบที่โดยออกเป็นประกาศ เพื่อกำหนดค่าป่วยการ กรณีผู้สร้างหรือผลิตภาพยนตร์ไม่แน่ใจว่าหนังที่จะสร้างจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีหรือกระทบความมั่นคงหรือเปล่า ก็อาจจส่งบท  เรื่องย่อมาให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ (ตามมาตรา ๑๖) เป็นคนตรวจ  โดยคิด (ค่าอ่านและพิจารณา) เป็นหน้าๆ   เช่น  ๑๐๐ หน้าคิดเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท เป็นต้น และหากอ่านแล้ว  มีมติไม่ขัดก็ไปสร้างได้เลย แต่กรณีไม่บังคับ  ใครไม่สงสัยหรือไม่อยากส่งบทมาตรวจก็ได้  แต่เมื่อทำเสร็จก็ส่งหนังมาขอเรตติ้งตามปกติไป

          ๓.มาตรา ๒๕ วรรคสอง เป็นการกำหนดรายละเอียดและวิธีปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการที่จะนำหนังมาขอเรตติ้ง(ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๖ ทั้ง ๗ เรต) ว่าจะต้องยื่นคำร้อง หลักฐาน และบอกเรตหนังของตนว่าเป็นประเภทใดเพื่อขออนุญาตให้ฉายได้

          ๔.มาตรา ๒๘ วรรคสอง  เป็นการกำหนดว่า หากหนังที่เป็นเรต(๕) คือหนังที่เหมาะสมกับผู้มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป  กับเรต (๖) ที่ห้ามอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีดูนั้น หากฉายทางโทรทัศน์จะต้องฉายในเวลาไหน  พูดง่ายๆหนังที่ฉายทางโทรทัศน์  ธรรมดาจะมีกบว.ของทีวีเป็นผู้พิจารณา แล้วดูว่าเป็นเรต น. ฉ ท   แต่หากเป็นหนังเรื่องที่มาขอเรตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์แล้ว  ถ้าต้องการฉายในทีวี จะต้องฉายตามเวลาที่คณะกรรมการฯชุดใหญ่กำหนด  โดยออกเป็นประกาศที่ว่า  เช่น กำหนดว่า หนังเรต (๕) ต้องฉายตอนสองทุ่มเป็นต้นไป  หรือหนังเรต(๖) ที่ห้ามต่ำกว่า ๒๐ ปีดู ต้องฉายหลังสี่ทุ่ม เป็นต้น  ซึ่งก็จะคล้าย

เรตทางทีวี ที่กำหนด เป็น ท    และฉ   ซึ่งมีการกำหนดเวลาฉายที่เหมาะกับวัยผู้ชม เป็นต้น

          ๕.มาตรา  ๓๔ วรรคสอง  เป็นการออกประกาศบอกถึงวิธีปฏิบัติว่าหากผู้ใดต้องการส่งภาพยนตร์ที่สร้างในราชอาณาจักรออกนอกราชอาณาจักร ต้องมาขอกับคณะกรรมการชุดมาตรา ๑๖ แต่วิธีการขอให้คณะกรรมการชุดใหญ่เป็นผู้กำหนดโดยออกเป็นประกาศ  เช่น  ต้องมายื่นคำร้องและมีหลักฐานอะไรบ้าง

          ๖.มาตรา ๔๒ วรรคสอง  เป็นการกำหนดวิธีการ หลักเกณฑ์ว่ากรณีใบอนุญาตทุกชนิดถ้าเกิดหายหรือชำรุดเสียหาย  จะมาทำใบแทนใบอนุญาตได้อย่างไร

          ๗.มาตรา ๔๗ วรรคสอง  เป็นการกำหนดวิธีการ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขว่าหากต้องการส่งวีดิทัศน์มาเซ็นเซอร์จะต้องทำอย่างไร 

          ๘.มาตรา ๔๙ วรรคสอง   เป็นการกำหนดว่า หากใครต้องการส่งวีดิทัศน์ที่สร้างขึ้นในประเทศออกไปนอกประเทศ จะต้องทำอย่างไร 

          ๙.มาตรา ๖๐   เป็นการกำหนดว่าหากใครที่เปิดร้านเกม/ร้านคาราโอเกะแล้ว  หากมีกิจการเช่าแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์อยู่ในสถานที่เดียวกัน  (ซึ่งสองอย่างนี้  ต่างก็ต้องมีใบอนุญาตแยกกันเป็นสองใบอยู่แล้ว)  หากมาเปิดอยู่ในที่เดียวกัน  จะต้องแยกพื้นที่ในการให้บริการออกจากกัน  หมายถึง  ส่วนที่ขายหนังแผ่นหรือเกมและคาราโอเกะเป็นแผ่น  จะต้องไม่อยู่บริเวณเดียวกับร้านเกมหรือร้านคาราโอเกะ  (คงกลัวอาจจะมีการฉายหรือขายหนัง/เกมไม่เหมาะสม  เลยไม่อยากให้เด็กที่ไปเล่นเกมได้เห็น)

          ทั้งหมดคือ กฎกระทรวงและประกาศที่ต้องออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการปฏิบัติ  ซึ่งกฎกระทรวงจะต่างจากประกาศ  ก็ตรงที่กฎกระทรวงเมื่อร่างแล้ว  ก่อนจะใช้ได้   รมต.จะต้องส่งเข้าครม.เพื่อให้ครม.พิจารณา  แล้วนำส่งคณะกรรมการกฤษฎีการพิจารณาเรียกผู้เกี่ยวข้องไปสอบถามดูก่อน เมื่อไม่มีปัญหาอะไรแล้ว  จึงส่งกลับครม.อีกที  หากครม.เห็นชอบ ก็ส่งไปลงในราชกิจจานุเบกษา  พอลงแล้วจึงจะใช้ได้  แต่ถ้าเป็นประกาศ เมื่อทำเสร็จและรมต.ลงนามแล้ว ก็ส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็มีผลบังคับใช้ได้เลย

การประกอบกิจการวีดิทัศน์ (ตอน ๑)

          ในฉบับนี้   จะเข้าสู่เรื่องการประกอบกิจการวีดิทัศน์  ซึ่งอยู่ในหมวดที่ ๔ ของพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑  อันเริ่มตั้งแต่มาตรา ๔๗ -๖๐

มาตรา ๔๗ เขียนไว้ว่า  “วีดิทัศน์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์

การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

หมายความว่า  ใครก็ตามที่จะนำวีดิทัศน์ (เกมหรือคาราโอเกะไม่ว่าจะอยู่ในรูปฟิล์ม วีซีดี ดีวีดี ฯลฯ)ออกฉาย หรือขายในบ้านเรา   วีดิทัศน์นั้นๆ จะต้องได้รับการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการชุดเล็ก (ชุด ๗ คนของมาตรา ๑๖ )ก่อน

การตรวจพิจารณาวีดิทัศน์ ในที่นี้  เขายังให้ใช้ระบบเซ็นเซอร์อยู่  มิได้ใช้เรตติ้งตามมาตรา ๒๖ ทั้งนี้ ตามเหตุผลของสำนักงานฯกฤษฎีกา ก็คือ  หากจะใช้ระบบเรตติ้งเช่นเดียวกับภาพยนตร์ ก็อาจเกิดปัญหาสำหรับประเภทที่อายุต่ำกว่ากำหนดต้องดูกับผู้ปกครอง เช่น เรต ๑๓ ,๑๕ และโดยข้อเท็จจริงพ่อแม่ก็มักปล่อยให้เด็กเล่นเกมโดยตามลำพังอยู่แล้ว  อีกทั้งในร้านเกมร้านเดียวก็อาจมีเครื่องเล่นเกมหรือเกมหลายประเภทหลายระดับให้เล่น  ดังนั้น  หากกำหนดเป็นเรตเหมือนที่ฉายในโรงหนัง ซึ่งต้องจำกัดคนดูตามวัยของหนังแต่ละประเภทแล้ว  เด็กก็ต้องเข้าร้านเกมตามเรตและอายุ   ซึ่งทำได้ยากทั้งการปฏิบัติและการควบคุม  ด้วยเหตุนี้  จึงยังใช้ระบบเซ็นเซอร์อยู่  เพื่อให้มีเนื้อหาที่เล่นหรือดูได้ทั่วไป 

อย่างไรก็ดี  ในทางปฏิบัติขณะนี้  สวช.ก็ได้ให้ผู้ประกอบการใส่เรตของเกมไว้บนปกหรือหีบห่อของแผ่นเกมไว้ด้วย  เพื่อช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองเลือกซื้อให้บุตรหลานได้  ซึ่งเรตที่ให้ใส่นี้  จะยึดตามเรตที่ผู้ประกอบการแจ้งมาก่อน  แต่หากตรวจแล้ว เห็นว่าไม่เหมาะสม  ก็ขอให้ปรับใหม่  เช่น  บอกว่าเป็นเกมที่เหมาะกับเด็กอายุ ๑๓  แต่มีการต่อสู้หรือมีความรุนแรงเกินไป ก็อาจให้ขยับมาเป็น เรตอายุ ๑๕  ซึ่งเรตที่ว่านี้  ยังมิได้กำหนดชัดเจนแบบมาตรา ๒๖  แต่ในอนาคตอาจมีการนำผลวิจัยหรือผลการประชุมร่วมกันมาใช้เป็นเกณฑ์ก็ได้

มาตรา ๔๘  เขียนไว้ว่า  “วีดิทัศน์ดังต่อไปนี้ ไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามมาตรา ๔๗

() วีดิทัศน์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นการส่วนตัว

() วีดิทัศน์ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐสร้างขึ้นเพื่อเผยแพร่หรือส่งเสริมการดำเนินงานของหน่วยงานนั้น

() วีดิทัศน์อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

วีดิทัศน์ตาม () และ () หากนำออกฉายเป็นการทั่วไป ให้เช่า หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามมาตรา ๔๗”

          ในมาตรา ๔๗ บอกว่าวีดิทัศน์ทุกชนิดต้องมาผ่านการเซ็นเซอร์  แต่สำหรับมาตรา ๔๘ นี้จะเป็นการยกเว้นว่า มีวีดิทัศน์แบบไหนบ้างที่ไม่ต้องมาให้เซ็นเซอร์หรือไม่ต้องมาขออนุญาตก่อนนำออกฉายหรือขาย  ซึ่งมีด้วยกัน ๓ แบบคือตั้งแต่ (๑)-(๓) เช่น  เกมที่ทำเล่นกันเองเป็นส่วนตัว  มิวสิควีดีโอแบบมีคำร้องอย่างคาราโอเกะที่ทำให้ญาติมิตรดู หรือส่วนราชการ องค์กรของรัฐทำเพื่อเผยแพร่งานของหน่วยงาน เช่น กรมการศาสนาทำเกมคุณธรรมขึ้นมาแจกฟรี  ส่วน (๓) วีดิทัศน์ในลักษณะอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง นั้น  ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดไว้ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งต่อไปคงต้องกำหนดให้ชัด สมมุติเช่น อาจเขียนว่าเกมที่ได้รับการว่าจ้างจากนอกประเทศและมิได้ขายในประเทศไทย  เกมหรือคาราโอเกะที่สถาบันการศึกษาภาคเอกชน ทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอน  เช่นนี้จะได้รับการยกเว้นตาม (๓) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี  ตามมาตรา ๔๘  วรรสอง เขายังมีข้อแม้ว่า  หากวีดิทัศน์  ตามข่ายที่ได้รับการยกเว้นตาม (๑) และ (๓) ถ้าผู้ประกอบการนำออกฉายหรือขายเป็นการทั่วไปในราชอาณาจักร  ก็จะไม่ได้รับการยกเว้นอีกต่อไป และต้องกลับเข้ามาผ่านการเซ็นเซอร์และได้รับอนุญาตก่อนฉายหรือขายจากคณะกรรมการชุดเล็กเช่นเดิม  เช่น  ทำเกมไว้เล่นส่วนตัว  แต่มีสนใจติดต่อขอซื้อไปขาย  เกมนั้นก็ต้องนำมาให้เซ็นเซอร์ก่อนนำไปขาย  หรือทำเกมส่งนอก เดิมได้รับการยกเว้นตาม (๓)  แล้วเกิดอยากขายในประเทศขึ้นมา ก็ต้องนำมาให้คณะกรรมการชุดเล็กเซ็นเซอร์และให้อนุญาตก่อนนำไปฉายหรือขาย

สรุปว่า วีดิทัศน์ใดก็ตาม  หากได้รับการยกเว้นว่าไม่ต้องนำมาเซ็นเซอร์และขออนุญาตจากคณะกรรมการชุดเล็กแล้ว   หากภายหลังเปลี่ยนวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายไปจากที่เคยได้รับการยกเว้น  ก็จะไม่ได้รับการยกเว้นอีกต่อไป  และจะต้องนำกลับมาตรวจใหม่  

นอกจากวีดิทัศน์ของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นข้อได้รับการยกเว้นให้ตลอด  ไม่ว่าจะทำเพื่อขาย หรือฉาย  เช่น สวช.ทำวีซีดีหนังสารคดีชีวประวัติศิลปินแห่งชาติเพื่อฉายในนิทรรศการที่เมืองทอง  แล้วต่อมาผลิตเพื่อขายแก่ประชาชนทั่วไป  แบบนี้ไม่ต้องนำมาตรวจและขออนุญาตเลย เพราะทำเพื่อการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมงานของหน่วยงานและของชาติ  ซึ่งได้รับการยกเว้นตาม (๒) ของมาตรา ๔๘

มาตรา ๔๙  เขียนไว้ว่า  “ห้ามผู้ใดส่งวีดิทัศน์ที่สร้างขึ้นในราชอาณาจักรออกไปนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์

การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา”

          หมายความว่า  วีดิทัศน์  คือ เกมและคาราโอเกะที่สร้างขึ้นในบ้านเรา  หากจะส่งออกนอกจะต้องส่งมาให้คณะกรรมการชุดเล็กเซ็นเซอร์และอนุญาตก่อน  จึงจะส่งออกนอกประเทศได้  ซึ่งวิธีการส่งให้คณะกรรมการเซ็นเซอร์  รวมถึงแบบฟอร์มคำร้องต่างๆว่าผู้ประกอบการจะต้องทำอย่างไรนั้น ขณะนี้ได้ร่างเสร็จแล้ว  กำลังรอตรวจความถูกต้อง ก่อนส่งคณะกรรมการชุดใหญ่ให้ความเห็นชอบ  เพื่อประกาศทางราชกิจจานุเบกษาต่อไป

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
   หน้าหลัก arrow ข้อมูลท้องถิ่น arrow ข้อมูลท้องถิ่น arrow พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551