คำแนะนำติดต่อราชการ

เมนูหลัก
หน้าหลัก
บริการค้นหา
ประวัติความเป็นมา
ภายในสถานีตำรวจ
บุคคลากร
สถิติคดีอาญา
ข่าวเกี่ยวกับตำรวจ
ข้อมูลท้องถิ่น
รวมลิงค์
ร้องเรียน แจ้งเบาะแส
ภูมิทัศน์ของสถานีตำรวจ

logo  dare 2013.gif

ราคาน้ำมันวันนี้
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 3 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


หนึ่งคน หนึ่งต้น หนึ่งฝน เพื่อประชาชนชาวไทย

Image

โครงการปลูกต้นไม้

“  หนึ่งคน  หนึ่งต้น  หนึ่งฝน  เพื่อประชาชนชาวไทย  ”

ของ  สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพาน

1.  ชื่อโครงการ           โครงการ  หนึ่งคน   หนึ่งต้น  หนึ่งฝน  เพื่อประชาชนชาวไทย

2.  หลักการและเหตุผล

                    ด้วยปัจจุบันประเทศไทยได้ประสบปัญหาราคาน้ำมัน  ที่นับวันจะมีราคาที่สูงขึ้น  และ  ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด  ทำให้ชาติต้องเสียดุลการค้าปีละหลายหมื่นล้านบาท  และรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อนำผลผลิตที่ได้ผสมกับน้ำมันดีเซล  ผลิตเป็น“ไบโอดีเซล” ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทยได้มีนโยบายที่จะให้ทุกหน่วยราชการดำเนินการตามโครงการหนึ่งคน หนึ่งต้น หนึ่งฝน  เพื่อประชาชนชาวไทย  

                   สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพาน  จึงได้จัดทำโครงการ หนึ่งคน  หนึ่งต้น หนึ่งฝน เพื่อประชาชนชาวไทย    เพื่อเป็นการสนองนโยบายดังกล่าว  โดยปลูกปาล์มน้ำมัน  ในพื้นที่ว่างเปล่าของสถานีตำรวจ  ซึ่งมีพื้นที่เหมาะสมแก่การปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งยังให้ร่มเงา  ความสวยงาม  และผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต   สามารถนำไปจำหน่ายยังแหล่งรับซื้อผลปาล์ม  ทำให้มีรายได้นำมาพัฒนาสถานีตำรวจและเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการตำรวจต่อไปได้

3.  วัตถุประสงค์

                   1.   เพื่อเป็นการนำแนวคิดปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติให้เกิดผลในการพึ่งพาตนเอง         

                   2.   เพื่อใช้พื้นที่ว่างเปล่าของสถานีตำรวจ  ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                   3.  เพื่อให้เกิดร่มเงา  ความสวยงาม  แก่สถานที่ราชการ และปาล์มน้ำมันสามารถปลูกทดแทนต้นไม้  ซึ่งไม่สามารถให้ผลผลิตได้

                   4.  ผลิตผลที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต สามารถนำไปจำหน่าย เป็นรายได้เพื่อพัฒนาสถานีตำรวจต่อไปได้ เช่น เป็นทุนการศึกษาของบุตรข้าราชการตำรวจ,กองทุนสวัสดิการเงินกู้ ฯลฯ

                   5.  เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการตำรวจได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และเกิดความสามัคคี   ในหมู่คณะ

4.  เป้าหมายการดำเนินการ

                  พื้นที่ว่างเปล่าบริเวณสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพาน ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีรายได้จากผลผลิต 

5.  วิธีการดำเนินการ

                   5.1  การเตรียมพื้นที่ปลูก   

                                   การจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการปลูกปาล์มน้ำมัน โดยการไถพรวนดินพื้นที่ว่างเปล่า บริเวณหลังบ้านพักข้าราชการตำรวจ  รวมทั้งตัดหญ้า  ตัดต้นไม้  เพื่อให้เกิดความสะดวกในการปลูกปาล์ม   และวัดระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ  8  เมตร   เพื่อกำหนดต้นกล้าที่จะใช้ในการปลูก  โดยปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า  ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากที่ดินได้เต็มที่

                   5.2  ต้นกล้าที่จะใช้ปลูก

                             ใช้ต้นกล้าปาล์มน้ำมัน   พันธุ์เทเนอร่า   ( D  X P )  ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่าง  ดูร่า + พิสิเฟอร่า จะได้ปริมาณน้ำมันสูงเป็นที่นิยมปลูกในเชิงการค้า  โดยได้รับการสนับสนุนต้นกล้าอายุ 8  เดือน จากภาคเอกชน จำนวน  100 ต้น 

                   5.3  วิธีปลูกปาล์มน้ำมัน

                             ขุดหลุมเป็นรูปตัวยู กว้างและยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตรใส่ปุ๋ยร็อคฟอสเฟตรองก้นหลุม ประมาณ  250  กรัม  เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของราก และโรยฟูราดานที่บริเวณโคนต้น   เพื่อป้องกันแมลง  เพลี้ย ที่จะทำลายต้นกล้า 

                   5.4  การบำรุงดูแลรักษา

                             การป้องกันกำจัดวัชพืช   ในช่วงแรกของการเจริญเติบโต  ปาล์มน้ำมันต้องการธาตุอาหารและน้ำจำนวนมาก   จึงมีวัชพืชขึ้นรบกวน    ในปีแรกจะใช้เครื่องตัดหญ้าบริเวณรอบโคนต้น และปีที่  2 – 3  จะใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช  และอุปกรณ์กำจัดศัตรูปาล์มน้ำมัน 

                             ใช้แรงงานของข้าราชการตำรวจที่พักอาศัยอยู่บริเวณบ้านพักตำรวจ  เป็นผู้ดูแลรักษาเนื่องจากอยู่ใกล้สถานที่ปลูกและเป็นการออกกำลังกายไปด้วย โดยกำหนดวันหยุดราชการ  ในการปฏิบัติ   เดือนละ  1 – 2   ครั้ง  ตามความจำเป็น การใส่ปุ๋ย   อายุ  1  ปี  ใส่ปุ๋ยเคมี  สูตร  25 – 10  -  10   และปีที่  2 ขึ้นไป  ใส่ปุ๋ยสูตร 13 – 13  -  21  และ   0 – 0  -  60   โดยแบ่งใส่   3  ครั้ง / ปี

                   5.5   การเก็บเกี่ยว

                             ในช่วงแรกที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้     จะใช้แรงงานของข้าราชการตำรวจเป็นหลัก  และปีต่อ ๆ  มา   หากมีรายได้เพียงพอก็จะใช้จ้างแรงงานอื่นในการเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไป  เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ข้าราชการตำรวจมากเกินไป

                   5.6   การบริหารโครงการ

                              การบริหารจัดการดูแลผลประโยชน์จากโครงการนี้   จัดตั้งเป็นรูปแบบคณะกรรมการ   ประกอบด้วย

                             5.6.1  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพาน  เป็นประธาน

                             5.6.2  ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 2 คน  เป็นกรรมการ

                             5.6.3  ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน จำนวน 2 คน            เป็นกรรมการ

                             5.6.4  ผู้นำชุมชนในเขตพื้นที่ ต.ร่อนทอง ฯ จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ

                              วิธีการสรรหาคณะกรรมการตามข้อ 5.6.2  และ ข้อ 5.6.3 คัดเลือกจากข้าราชการ ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพาน และเมื่อได้คณะกรรมการตามข้อ 5.6.1 ,ข้อ 5.6.2 และข้อ 5.6.3 แล้ว ให้คณะกรรมการดังกล่าวคัดเลือกกรรมการตามข้อ 5.6.4  

6.  ผู้รับผิดชอบโครงการ

                  ข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพานทุกนาย

7.  งบประมาณ

                   งบประมาณปกติของหน่วย และขอรับการสนับสนุนจากภาคเอกชน

8.  ระยะเวลาดำเนินการ

                   เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน กันยายน  2548  เป็นต้นไป 

9.  สถานที่ดำเนินการ

                   พื้นที่ว่างเปล่า  ของสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพาน  เลขที่  194  หมู่ที่  5  ต.ร่อนทองอ.บางสะพาน   จ.ประจวบคีรีขันธ์   เนื้อที่ประมาณ  20  ไร่

10.  การติดตามประเมินผล

                   10.1 รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการตามโครงการให้ที่ประชุมประจำเดือนข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพาน 

                   1.0.2  รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการตามโครงการให้ที่ประชุมประจำเดือนคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.สภ.อ.บางสะพาน)

11.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ        

                        11.1  พื้นที่ว่างเปล่าของสถานีตำรวจ  ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                   11.2  สถานีตำรวจมีความร่มรื่น เกิดความสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อย

                   11.3  ข้าราชการตำรวจได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์  มีความรู้  และประสบการณ์ในการปลูกปาล์มน้ำมัน  เพื่อนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมของตนเองได้

                   11.4    สถานีตำรวจมีรายได้จากโครงการนี้   เพื่อนำไปพัฒนาสถานีตำรวจต่อไปได้  เช่น   เป็นทุนการศึกษาของบุตรข้าราชการตำรวจ  ,  กองทุนสวัสดิการเงินกู้    ฯลฯ

                   11.5    เกิดความสามัคคี   ในหมู่คณะข้าราชการตำรวจ

                                      ********************************************************************

  ฝนแรก   โครงการปลูกต้นไม้  หนึ่งคน หนึ่งต้น หนึ่งฝน เพื่อประชาชนชาวไทยข้าราชการตำรวจ สภ.อ.บางสะพาน  ร่วมกันปลูกปาล์ม 98 ต้น บนพื้นที่ว่างบริเวณ สภ.อ.บางสะพาน  เมื่อวันที่  8  ตุลาคม 2548

โดยได้รับการสนับสนุน จาก

1. นายเกียง  กิตติพงศ์ธนกิจ  (นายก อบต.กำเนิดนพคุณ)   ประธานชมรมชาวสวนปาล์มน้ำมัน  อ.บางสะพาน จว.ประจวบคีรีขันธ์   สนับสนุนพันธุ์ปาล์ม   จำนวน   100  ต้น

2. นางยุพิน  เทียนเล็ก  (กำนันตำบลร่อนทอง อ.บางสะพาน) สนับสนุนค่าบำรุงดูแลรักษา ค่าปุ๋ย  จำนวนเงิน  10,000  บาท   

         

   

ฝนสอง  โครงการหนึ่งคน หนึ่งต้น หนึ่งฝน เพื่อประชาชนชาวไทย  ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2548  ได้ดำเนินการปลูกปาล์มนำมันอีก 100 ต้น  บนพื้นที่ว่างเปล่าของสถานีตำรวจ

Image

ช่วยกันวางแนว

Image

รวมใจกันปลูก

Image

อ้าว ช่วยกัน

Image

ตัดหญ้าส่วนที่ปลุกไว้ก่อน

Image

ตัดหญ้า

Image

ปลูกเสร็จ  2 ฝน  รวม  200  ต้น

อนาคตปาล์มน้ำมัน ไม่ใช่แค่ไบโอดีเซล    

                              : ที่มา สกูป หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน 2548

"ประเทศไทย มีแผนพัฒนา ปาล์มน้ำมันอยู่แล้ว ทำกันมา 10 ปี ผ่าน ครม.ทุกปี อนุมัติทุกปี แต่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย...วันนี้ ต้องขอบคุณไบโอดีเซล ที่มาจุดประกายปาล์มน้ำมัน เพื่อให้เกิดแนวทางจริงๆ ในการพัฒนาปาล์มน้ำมัน จะปลูกเพื่อทำไบโอดีเซล เพียงอย่างเดียว หรือจะปลูกเพื่อธุรกิจต่อเนื่อง ปลายน้ำที่มีมูลค่ามหาศาล”

ดร.กฤษดา ชวนะนันท์ นายกสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาปาล์มน้ำมันเส้นทางสู่ความสำเร็จของเกษตรกร ที่จังหวัดกระบี่ เมื่อต้นเดือนกันยายน 2548 จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ดร.กฤษดา บอกว่า แผนปาล์มน้ำมันที่ผ่านมามีอะไรเด่นๆเยอะมาก เหลือแต่ขยายแนวคิดออกไปเท่านั้น

“เกี่ยวกับปาล์มน้ำมัน แทนที่ ครม.จะประชุมอาทิตย์ละครั้ง ก็น่าจะเป็นสองเดือนครั้ง หรือไม่ก็เปลี่ยนมานั่งฟังพวกเราที่มาสัมมนาเรื่องปาล์มแค่ 1 วัน ครม.จะได้เข้าใจเรื่องปาล์มน้ำมันกันอย่างลึกซึ้ง”

ถามว่า...แนวทางพัฒนาคืออะไร?

กว่าจะถึงวันนี้โครงการปาล์มเกิดขึ้นเอง พัฒนาด้วยตัวของตัวเอง

ที่ผ่านมา...เดี๋ยวคนโน้นชกที คนนี้ชกที รัฐบาลชกที อยู่ดีๆก็จะมีการเปิดเสรีทางการค้า กำลังอ้าซ่ากับการค้าเสรี ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจปาล์มน้ำมันในประเทศเกิดปัญหา

“ประเทศไทยมีแต่เสียเปรียบ มีสินค้าส่งผ่านเฉยๆ...โดยไม่ได้เงิน”

ดร.กฤษดา บอกว่า แนวทางพัฒนาปาล์มน้ำมันมีปัญหาเยอะ ทางที่จะพัฒนา มาถึงตรงนี้ต้องพัฒนามาจากฐานราก หมายถึงภาคเกษตรต้องมีองค์กรดูแลอย่างจริงๆจังๆ

เกษตรฝ่ายเดียวทำไม่ได้ ปาล์มน้ำมันเป็นเรื่องใหญ่กระทบกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร

ปาล์มน้ำมันต้องมีองค์กร ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ประกอบด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย นักวิชาการ ภาคเอกชน ภาครัฐ และเกษตรกร

เมื่อเกิดแนวทางที่ชัดเจน รัฐบาลดำเนินการวางแผนยุทธศาสตร์ ก็จะตรงประเด็นกว่าที่จะมีการพูดกันที คิดจะทำกันที แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“นักวิจัยแต่ละส่วนแต่ละหน่วยงาน ทำวิจัยซ้ำกันกี่คน มหาวิทยาลัย สกว. ปตท. ก็ทำในแต่ละส่วนของตัวเอง มันหมายถึงอะไร...ประเทศไทยไม่มีการรวมงานวิจัย เราต้องวางแผนกองทุนวิจัยกันใหม่ งานวิจัยอันไหนดี ก็อย่าทำซ้ำกัน ต้องมีองค์กรที่ทำให้เป็นในแนวทางเดียวกัน”

นี่แค่ขั้นตอนการวิจัย ยังมีอื่นๆอีกมากมายที่เป็นอย่างนี้

แผนพัฒนาปาล์มน้ำมัน ไม่ได้บอกว่าหมายถึงการผลิต การจำหน่ายไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันที่มีราคาแพงเพียงอย่างเดียว

ที่ต้องพูดกัน...วันนี้...แม้ว่าไบโอดีเซลจะมีราคาแพง มีต้นทุนสูง ยังไงไบโอดีเซลก็ต้องเกิด

ประโยชน์ของปาล์มน้ำมันมีมากมาย แต่ที่คนไทยพูดกัน ส่วนใหญ่มักได้ยินคำว่า...ไบโอดีเซลคือ เรื่องของพลังงานทดแทนราคาถูก ใช้ของถูก ไม่ต้องจ่ายน้ำมันแพง

ประชาชนส่วนใหญ่จะรับรู้ได้บ้างไหมว่า การที่เราจะต้องจ่ายแพงอีกหน่อย แต่อนาคตจะได้รับประโยชน์กลับคืนมาถึงประชาชนและประเทศชาติอย่างมโหฬารมาก

“บางคนอาจจะรู้ บางคนอาจจะไม่ทราบนั่นคือประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่า ภาพไบโอดีเซลที่ออกสู่สังคมเป็นเพียงภาพเล็กๆ ภาพเดียว ภาพใหญ่ของมันจริงๆมันคืออะไรบ้าง ต้องบอกให้ทุกคนรู้ ถ้าเข้าใจ รัฐบาลจะออกนโยบายอะไรมันง่ายขึ้น”

ความเห็นบนเวทีสัมมนาแสดงความสงสารไปถึงเกษตรกร ถ้าปล่อยให้รัฐบาลปกครองแนวดิ่งดูท่าจะไม่เกิดผล...เหลวหมด โครงการโคล้านตัว... ห้าล้านตัว ยังเสียว เลี้ยงกันมากๆ...คนก็ต้องกินวัวเยอะๆ

ไม่อยากให้เกษตรสวนปาล์มถูกบังคับเป็นนโยบายจากบนลงล่าง รัฐบาลต้องฟังผู้ที่อยู่ในวงการปาล์ม ทุกฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับปาล์มน้ำมันร่วมกัน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาคเอกชน ชุมชน ปตท. กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรฯ...มีอะไรดี ต้องเอามารวมกันเป็นยุทธศาสตร์

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่สร้างมูลค่าได้มหาศาล นอกจากไบโอดีเซลยังมีผลิตภัณฑ์ปลายน้ำซึ่งมีมูลค่าเพิ่มอีกมาก น้ำมันพืชสำหรับบริโภค ผลิตภัณฑ์ อาหาร...กรดไขมัน เนยเทียม และผลิตภัณฑ์โอลิโอเคมี เครื่องสำอาง แว็กซ์ จาระบี ฯลฯ

หากเข้าใจว่าการมีไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทน หมายถึงประโยชน์มากมาย แต่เป็นระยะยาว เขายินดีจะจ่ายไหม ก็ต้องเปรียบเทียบกันดู หากไม่มีการอธิบาย ไม่มีการบอก จะไปจ่ายแพงทำไม ก็จะคิดกันว่า...เป็นเรื่องเสียเวลา

ดร.กฤษดา ย้ำว่า จริงอยู่เรามีแผน แต่สิ่งที่ขาดคือตัวองค์กรที่รวมความร่วมมือกัน เรายังไม่เคยมี และเราก็ไม่เคยร่วมมือกันเลย

ถ้าเป็นองค์กรที่เป็นความร่วมมือกันแล้ว คุยกันด้วยหลักการ ย่อมดีกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกมาพูด และมีน้ำหนักมากกว่าเอกชนมาพูดฝ่ายเดียว

“องค์กรปาล์มน้ำมันต้องเกิด แล้วแนวทางยั่งยืนที่จะมาพัฒนาปาล์มน้ำมันในประเทศก็จะเกิด”

ดร.กฤษดา กล่าวทิ้งท้าย

สมชาย สิทธิโชค ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ เสริมว่า การใช้ปาล์มน้ำมันต้องใช้ประโยชน์ได้ทั้งระบบ อเมริกาพัฒนาใช้ปาล์มเป็นไบโอฟูเอล ใช้ลำต้น ใช้ต้นปาล์มพัฒนาเป็นซุปเปอร์ดีเซล

พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน 1 ไร่ ปลูกปาล์ม 22 ต้น ได้ผลผลิตไบโอแมส ไบโอแกส 153 ตัน ใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ทั้งระบบ...ไม่มีพืชใดที่มีประสิทธิภาพขนาดนี้

วงการปาล์มน้ำมันในวันนี้ สมชายมีสองเรื่องที่อยากจะฝากไว้ เรื่องแรกนโยบายแผนพัฒนาปาล์มน้ำมันจะต้องเอาคนที่รู้เรื่อง เข้าใจเรื่องปาล์มน้ำมันมาพูด ไม่ใช่เอาแต่โครงการปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อจะเอาน้ำมันดิบ ใน 5 ปี

“ขอประทานโทษ...เมืองไทยผลิตเมล็ดปาล์มได้เท่าไหร่ ทั้งโลกผลิตได้ 20 ล้านเมล็ด เราจะนำเข้าได้เท่าไหร่ เพื่อนบ้านก็นำเข้า...ปลูกไปแล้วเท่าไหร่

เป้าหมาย 4 แสนไร่ต่อปี ใช้เวลา 10 ปี ก็ปลูกได้ 4 ล้านไร่ ถ้าเป้าเพิ่มเป็น 10 ล้านไร่ เราไม่ต้องรอถึง 20 ปี...เลยหรือ”

ปาล์มน้ำมันไม่ใช่พูดกันง่ายๆ ต้องคิดกันทั้งระบบ ต้องคิดให้รอบคอบ

เรื่องที่สองเป็นเรื่องเดียวกับ ดร.กฤษดา เป็นห่วง เมืองไทยต้องมองเรื่องกฎหมายกับการบังคับใช้กฎหมาย

เรากำลังเปิดประเทศเวทีการค้าเสรีเอฟทีเอ ทำให้เรากำลังอ้าซ่า เปิดรับหมด จู่ๆจะไปตกลงกับที่โน่นทีที่นี่ที เรายังไม่เข้มแข็ง เราเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ อาศัยเครือข่ายกสิกรรม ไม่เหมือนประเทศอื่น...ก็เจ๊งกันระนาว

“เราอ้าซ่า หลายอย่างเกิดขึ้นแบบมีลูกเล่น บางครั้งก็เหมือนๆกับว่า เรากำลังเลี่ยงบาลี ใช้กฎหมายกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในในการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากชายแดนไปยังประเทศส่งออก เช่น พม่า ลาว เขมร เรากำลังปล่อยให้ใช้ประเทศไทยเป็นแค่ถนน เป็นสะพานส่งออกข้ามประเทศ”

เชื่อไหม...เรามีน้ำมันที่ด่านจังโหลนวันละเกือบ 100 ตันที่เป็นโอลีน

ถามว่าขนได้อย่างไร? คำตอบก็คือ น้ำมันเหล่านี้ไม่ได้ขนโดยใช้กฎหมายในประเทศ แต่ใช้กฎหมายศุลกากรระหว่างประเทศ

ทำไมประเทศไทยไม่ใช้กฎหมายให้ชัดเจน เจ้าของธุรกิจวงการปาล์มน้ำมันหลายคนตั้งข้อสังเกต น้ำมันปาล์มจากจังโหลนผ่านไปถึงกรุงเทพฯไปหล่นอยู่ที่หาดใหญ่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ฯ ชุมพร...จะเป็นยังไง

ถ้าน้ำมันเหล่านี้เกิดแวะจริงๆ ไม่ได้ขนไปถึงด่านเชียงของ หรือแวะแล้วเปลี่ยนถ่ายใส่น้ำไปปั๊มตราส่งออกนอกประเทศจะได้ไหม ก็ต้องบอกว่าทำได้

ใครจะรู้ น้ำมันกับน้ำดูจากภายนอกก็ไม่ต่างกัน ประเทศไทยเสียหายไปเท่าไหร่ มีใครทำอะไรได้บ้าง

สมชายคำนวณคร่าวๆ ถ้าขนวันละ 100 ตัน ก็เดือนละ 3,000 ตัน เท่ากับ โรงสกัดน้ำมันปาล์ม 1 โรง น้ำมันปริมาณขนาดนี้ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบ กับน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ในประเทศ

“สิ่งเหล่านี้ทำไมไม่มีใครพูดถึง ปล่อยแบบนี้ หรือที่เรียกว่าเปิดเสรีทางการค้า แผนพัฒนาปาล์มน้ำมัน ถ้าไม่ทำให้เป็นมาตรฐาน ก็ลักปิดลักเปิดกันอย่างนี้...ขนกันไม่หยุด...ก็ฉิบหายกันหมด”.

2 ปี ผ่านไปไวเหมือนโกหก

ช่วยกันบำรุงดูแลรักษา

Image

Image

Image

Image

< ก่อนหน้า
   หน้าหลัก arrow ข่าวเกี่ยวกับตำรวจ arrow กิจกรรม/โครงการ arrow หนึ่งคน หนึ่งต้น หนึ่งฝน เพื่อประชาชนชาวไทย